วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำสิ!

     ตั้งแต่ออกจากการเป็นลูกจ้างประจำ มาทำธุรกิจของตัวเอง ถ้านับปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 แล้ว ไม่ได้ร่ำรวยอู่ฟู้มากมาย แต่ก็มีอิสระในการจัดการชีวิต มีเวลาได้ดูแลพ่อแม่ หมาแมว ตัวเอง และ อื่นๆมากขึ้น แบบที่จัดสรรเองได้ ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาว่าลับหลังตอนที่เค้าประชุมกันแล้วเราไม่อยู่ ไม่ต้องห่วงเพื่อนร่วมงานโยนขี้ให้ตอนลางาน ไม่ต้องระแวงกลัวงานจะเข้าตอนนายมา 
ซึ่งตอนนี้รายได้มากกว่าตอนเป็นลูกจ้างประจำ  
   จริงๆก็ไม่ได้อยากเขียนเรื่องราวเหล่านี้ เพราะไม่ได้เก่งกาจหรือรวยล้นฟ้าในพริบตาอะไร แต่มีเพื่อน ญาติ พี่น้องหลายคนวนเวียนมาพูดคุยปรึกษาหารือกัน พอหลายๆคนเข้าก็เลยอยากจะเขียนแชร์เอาไว้ และก็อยากจะเขียนเก็บไว้เตือนตัวเองเหมือนกัน
     ประเด็นแรกของการทำธุรกิจ หลายคนเริ่มต้นจากที่ชอบ หลายคนเริ่มต้นจากที่ใช่ (ใช่เพราะมันทำรายได้หาเงินได้แต่ไม่ได้ชอบ) ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นมันด้วยประเด็นไหน สิ่งสำคัญ คือคุณต้องทำ ย้ำ คุณต้องทำ "ถ้าคุณกล้าฝัน คุณต้องกล้าทำ" เรื่องง่ายๆคือลงมือทำ หลายคนพูดแล้วจบไป พูดแล้วหายไป วันดีคืนดีเจอกันใหม่ บอกยังไม่ได้ทำ นู้นนี่นั้น อุปสรรค มันเยอะ โทษอย่างอื่นล้วนๆไม่เคยโทษตัวเองเลย ความง่ายของการเริ่มต้น ก็คือทำ ความง่ายที่สองของการเริ่มต้นคือทำให้เสร็จ ย้ำทำให้เสร็จ ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะเริ่มต้นน้อยนักที่จะสำเร็จ ขอแค่เสร็จก่อน สิ่งที่คุณคิดคุณฝัน เขียนมันออกมา เป็นข้อๆ จำไว้ ต้องเขียน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ต้องเขียน เพราะไม่งั้นมันจะวนเวียน ป้วนเปี้ยน มึนงง อยู่ในหัวจนจับต้นชนปลายไม่ถูก และที่สุดก็จบด้วย อุปสรรคมันเยอะ และก็ไม่ได้ทำ 
     การเขียน จะทำให้คุณมองภาพชัดขึ้น เมื่อเขียนออกมาแล้ว ทำเรื่องง่ายอันดับหนึ่งก็คือ (ทำ) หลังจากนั้นใส่ระยะเวลาให้มัน นั้นคือเรื่องง่ายอันดับสอง คือ (เสร็จ) อยากทำอะไร เขียน เขียนเสร็จ ใส่เวลาที่ต้องเสร็จ หรือภาษานักธุรกิจ เค้าเรียกกันว่า Lead Time ใส่ลงไป ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ หลังจากนั้นคุณก็ทำ ทำให้มันเสร็จตามเวลาที่คุณตั้งไว้ ง่ายๆแค่นี้แระ ระหว่างทางที่คุณทำมันเพื่อให้เสร็จตามกำหนด คุณจะเริ่มเห็นรูปร่าง เห็นความเป็นไปได้ เห็นความเป็นจริง ว่าคุณควรจะลุยต่อ หรือหยุด หรือเอาจริงเอาจังกับมันอย่างไร แค่นั้น ง่ายๆแค่นี้แระ บอกกับใครต่อใคร กี่ครั้งกี่หน ก็พูดแค่นี้แระ ทำสิ ทำหรือยัง ทำเลย
     ใครจะหาว่าก็พูดง่ายอะสิ! ก็มันมีแค่นี้จริงๆ แต่ปัญหาของหลายคน คือไม่ทำ เท่าที่คุยปรึกษาหารือกันมา ถ้านับเอาเป็นว่ามาคุยกันสิบ จะมีแค่ 1 เท่านั้นที่ทำ และคุณเชื่อไหมคนที่เขียน ทำ เสร็จ สุดท้ายสำเร็จ 
     จะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีน้องคนหนึ่งมาคุย อายุแค่ 19 ปี ไม่อยากเรียนต่อ เราเจอกันเพราะมอเตอร์ไซด์ น้องเก่งทำขนมและชอบทำมาก ที่บ้านอยากให้เรียนต่อ น้องมาปรึกษา เค้ามีความฝัน ก็คุยกันไป เริ่มจากวางแผนแล้วเขียนออกมา น้องทำทุกอย่างทีีเขียน เหนื่อยท้อโดนคนดูถูก พ่อแม่ป้าลุง หาว่าไปไม่รอด โทรมาบ่นทุกอย่าง ก็ปลอบกันไป แต่ก็ยังถามว่าจะตามความฝันอยู่ไหม น้องบอกเอาครับ ถ้างั้นก็ต่อ ทำตามที่เขียนให้เสร็จ น้องทำเสร็จ เริ่มมีหนทาง น้องอดทนไม่ท้อ ทำขนมขายตามตลาดนัด เปลี่ยนไปขายนั้นนี่ หาทางหาที่ไปเรื่อย ส่วนเราช่วยเรื่องเฟส เรื่องเว็บ เรื่องออกแบบโลโก้ เรื่องการตลาดที่พอช่วยได้  ก็จัดการให้น้องหมด ก็ช่วยกันไป คุณเชื่อไหมเวลาที่คุณคุยกับคนที่แน่วแน่ในความฝัน คนที่มี passion  มันโคตรมีพลัง มันโคตรมันและสนุก! ทุกวันนี้น้องไม่ต้องขายของตามนัดแล้ว อยู่บ้านทำปอเปี้ยญวนขายส่ง มีคนมารับถึงบ้าน มีลูกจ้าง 3 คน น้าอาพ่อแม่ก็มาช่วยกันทำ ทุกวันนี้ยังคุยกันอยู่น้องก็พยายามจะต่อยอดธุรกิจเรื่องต่างๆ เด็กคนนี้ฟันธงเถ้าแก่น้อยแน่นอน กลับมาย้อนมองตัวเองก็แอบอิจฉาน้องเค้านะที่เค้ากล้าตั้งแต่อายุ 19 แล้วเราละมากล้าเอาตอนเอาะๆ อิอิ
     หากกล้าฝัน ก็อย่าขี้ขลาดที่จะทำ ไม่งั้นคนจะหาว่าเราเพ้อเจ้อ แม้ลงมือทำและไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ได้ทำ เก็บมาเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยๆคุณคือคนแพ้ที่ได้ทำ ไม่ใช่พวกขี้คุยแต่ไม่เคยทำ คนสองประเภทนี้กึ๋นต่างกัน เวลาคุณคุยคุณจะรู้ว่าใครมีประสบการณ์จริงหรือใครที่แค่โม้ตามๆเค้ามา คุณอยากถูกมองแบบไหน คุณก็เลือกเอา 

กล้าๆหน่อยเด้อพี่น้อง 
#บ่น.บ่น.กันไป คริคริ       

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Visit Siem Reap ตอน มุมมองธุรกิจ

ตอนแรกก็ว่าจะไม่เขียน เพราะไม่ค่อยมีอารมณ์ แต่ก็เอาเหอะ อย่างน้อยการเขียนก็เป็นการทบทวนความทรงจำในครั้งหนึ่ง 

วันนี้จะเล่าต่อในเรื่องของการไปเขมร บอกก่อนการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ไปเที่ยว และแรงขับดันแรกที่คิดจะไปก็คือ เอาตามตรงนะ ไม่อยากค้าขายอะไรกับคนไทยหรือในเมืองไทยแล้ว อยากไปดูอะไรรอบๆเพื่อนบ้านเข้าบ้าง
เอาละมาเริ่มกัน หลังจากมีสติกันไปแล้วในครั้งที่แล้ว เราไปดูกันในเรื่องทั่วไป ตลาดล่าง สถานที่ ผู้คน การค้าขาย การกินอยู่ และ everything จิงกะเบล  ยกเว้นสถานที่ท่องเที่ยว 55
ท่านผู้รู้ท่านใดที่มีข้อมูลข่าวสารการค้าขายการทำธุรกิจที่เขมรมาแลกเปลี่ยนกันได้นะคะ 
                                                                             
ธุรกิจ 
จากมุมมองที่ไปกันมาอันนี้เอาที่เฉพาะใน Siem Reap ก่อนนะ เพราะที่อื่นยังไม่ได้ไป ก็มิบังอ่านเล่าขานให้ท่านฟัง 
- การ์เม้น เสื้อผ้า ตัดเสื้อ ที่นี่ยังนิยมการตัดเสื้อ ร้านตัดเสื้อมีเปิดมากมาย หัวจักร นับสิบ ที่นี่ยังนิยมการตัดเสื้อผ้าตามรูปทรง ร้านเสื้อผ้าสำเร็จมีนะ แต่ก็ไม่มากนัก รสนิยมคนที่นี่ การตัดเสื้อจะเป็นการตัดไปงานต่างๆ งานบุญ ซึ่งอลังการ เลื่อมหมุดมุกเพียบ 
- มอเตอไซด์ เอาเป็นว่าที่นี่ ฮอนด้าดรีม ครองเมือง แต่ไม่เท่านั้นนะ ที่แปลกใจคือ ฮอนด้าดรีมสีดำนี่สิ 555 เกือบจะ 90 % ที่นี่ใช้ฮอนด้าดรีม ไม่ว่าจะเป็นรถตุ๊กๆ รถลาก ก็เอา ฮอนด้าดรีม มาพ่วงทั้งนั้น เห็นเพื่อนว่า ฮฮนด้าที่นี่ 120CCแรงกว่าบ้านเรา เอาเป็นว่าถ้าคุณซ่อมรถมอไซด์เป็น มาอยู่เถอะไม่อดตาย อีกอย่างร้านที่ขายเฉพาะอะไหล่มอเตอร์ไซด์ยังไม่ค่อยเห็นมีนะ มีแต่ร้านซ่อมด้วยขายอะไหล่เล็กๆน้อยๆด้วย ลูกโซ่ต่อมาก็คือ ธุรกิจล้างรถมอเตอร์ไซด์ ที่นี่เปิดกันอยู่หลายร้านเลยที่เดียว 
- ร้านทำผม โอ้ว อันนี้เปิดติดๆกันเลย เยอะมาก ส่วนใหญ่ที่แอบมองเข้าไปก็เป็นการทำสีผมนะ มีเยอะที่นี่ 
- ร้านโชว์ห่วย อันนี้ก็มีเยอะ ที่นี่ไม่เห้น เซ่เว่นนะ และก็ร้านมินิมาร์ทอื่นๆที่เปิด 24 ชม.ก็ยังไม่เห็นอะ 
- ซักอบรีดเสื้อผ้า อันนี้มีบ้าง อาจเป็นเพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ต้องซักเสืื้อผ้านักท่องเที่ยว หรือพวกผ้าปู อะไรประมาณนี้ เดาเอานะ เห็นมีหลายร้าน
- ร้านขายทองเก๊ ทองที่ไม่ใช่ทองจิงอะ ที่นี่ขายยังกะขายทองจริงเลยอะ เยอะมากอยู่ในตลาดสดแบ่งเป็นโซนเลย คนที่นั่งหน้าร้านมุงดูแทบทุกร้าน 
- ร้านอาหาร อันนี้มีเยอะ บางร้านเปิดกัน 24 ชม
- ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทุกชนิด ที่นี่กำลังโต  
- โรงแรมใหญ่กำลังก่อสร้างอีกหลายที่ คาดว่า ไม่เกิน 3 ปี ที่นี่ต้องเปลี่ยนไป และคงแน่นกว่านี้แน่ เราไปกันตอนนี้รู้สึกว่า กำลังโอเคนะ ไม่แน่นไม่จอแจ ไม่เยอะจนเกินไป 
- ร้านนวด ร้านสปา ทั่วๆไป ตามแหล่งท่องเที่ยวมักมีร้านพวกนี้อยู่ 

ธุรกิจที่ไม่ค่อยเห็นมี   
- โรงพิมพ์ รับทำป้ายๆอันนี้ยังเห็นน้อยมาก 
- ร้านขายอะไหล่มอเตอร์ไซด์อย่างเดียว อันนี้ก็ยังไม่พบ มาเห็นอีกที่ แถวๆปอยเปตแล้ว 
- food truck แบบดีๆเก๋ๆยังไม่มี เพื่อนว่าที่พนมเปญมี แต่ที่มีร้านรถเข็นทั่วไป 
- มินิมาร์ท 24 ชม  ไม่มี 
- ร้านเครื่องสำอางค์ที่ขายแต่เครื่องสำอางทั้งร้านทุกชนิด แบบตั้ง stand alone ยังไม่มี มีเห็นเป็นร้านห้องๆในตลาดสด

โดยรวมทั่วไปที่ไปครั้งนี้ สำหรับSiem Reap ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ในเชิงธุรกิจของเหล่านักลงทุนเงินหนา เรามองว่าดี เพราะที่นี่กำลังโต แต่ถ้าเป็น SME ทั่วไป ที่มีเงินพอประมาณ การหาแหล่งปล่อยของจากไทยมาที่นี่เราว่าโอเคดีเลย แต่ต้องรู้จักคนท้องถิ่น มี connection กับคนท้องถิ่นที่ดีพอสมควร หรือหากคิดจะมาทำจริงๆที่นี่็ต้องมาอยู่เลย อย่างน้อยต้องสักพักเลยที่เดียว เพราะจากที่เล่าไปคราวที่แล้ว การไว้ใจน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

การขนส่งเท่าที่หาข้อมูลมา มีรถส่งของจากไทยเข้าเขมร ส่วนใหญ่ขนส่งพวกนี้ฮัพอยู่ที่พนมเปญ รับได้เป็น กก ตั้งแต่ 40 กก ขึ้นไป แต่ถ้าคุณจะเอาของเขมรออกมา อย่างน้อยต้อง 1 คันรถ แต่อันนี้ก็ไม่ทราบในเชิงเทคนิคอื่นๆในการนำของออกที่น้อยกว่า 1 คันรถนะ ท่านใดมี connection แบบสามารถเอาออกมาทีละน้อยๆได้ กรณีไม่เกิน100 กก อะไรแบบนี้ หรือหลายๆกล่อง  บอกหนทางข้าน้อยด้วย (มีข้อมูลมาแชร์กัน)

ขนได้จริงด้วย ฮอนด้าดรีม


ร้านตัดเสื้อผ้า
ร้านล้างรถ


ร้านทองปลอม
ออกุนเจริญ(ขอบคุณ)
ขจุ๊บคะเนียใหม่(แล้วพบกันใหม่)
#บ่น#บ่นกันไป




   

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558

มีสติไว้หากคิดจะไปเขมร

สวัสดี#สัวสะได 
        อิอิ ไม่มีอะไรหรอกพอดีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปเขมรมา เป็นทริปสั้นๆไม่ได้ไปนาน แต่เป็นการไปเขมรครั้งแรก ก็ปกติเตรียมตัว อ่านรีวิว everything จิงกะเบล กะว่าแน่นแน่เรื่องการเดินทางเป๊ะ แต่กูจะบอกเลยว่าถ้าเมิงไม่เจริญอานาปานสติมาเป็นเวลานานสติเมิงไม่แข็งพอ กระเจิดกระเจิงงานนี้ 
เริ่มจากการเดินทางก่อน 
จะพูดถึงเรื่องของการเดินทางในแบบของเรา ท่านใดเคยไปแล้วก็ข้ามไป (อย่าฝืนทนกับคนไม่มีใจ)เกี่ยวไหมนี่เมิง55
         เราเดินทางโดยรถยนต์(ใช้คำว่าเราว่ะ)สุภาพหน่อยแล้วกันเนอะ (เดี่ยวดูว่าทนได้กี่น้ำ) ออกจากสมุทรปราการประมาณตีสามถึงโรงเกลือ 08.00 น ช่ายเมิงฟังไม่ผิดหรอก (คือกูหลง!) นั้นไงสรรพนามตัวตนมาแระ   พอถึงชายแดนก็เดินตามทางไปยังฝั่งประตูขาออก มองป้ายพาสสปอร์ตไทยไว้ก็เดินไปทางนั้น ขาเข้าไม่ค่อยมีไรง่ายๆ หรือเค้าคิดว่ากูเข้าบ่อนว่ะเลยไม่ตรวจอะไรมาก พอผ่านชายแดนไทยไป อันดับแรกก็ไปซื้อซิมเขมรใส่ก่อนเลย เค้าถามว่าอยู่กี่วันบอกอยู่สามวัน เค้าก็เลือกโปรอันนี้มา แล้วบอกว่าอันนี้อยู่ได้เป็นเดือนและเติมเงินมา 165 บาท เค้าบอกโทรกลับไทยนาทีละ 3 บาท โอเคๆตามนั้น 
     พอถึง ตม เขมร ตอนแรกเดินผ่านไปมีคนยื่นเอกสารให้เขียน คำแรกทักเลย หนีห่าว แบบว่าเพื่อนอีกคนคล้ายคนจีน พอพูดว่าไม่ใช่ เค้าก็พูดไทยใส่ทันที คนแถวนั้นพูดไทยได้ ฟังรู้เรื่อง พอสแตมพาสสปอร์ตออกมาก็มีคนถามเลย ปายนายปายเท็กซี่หม่าย อืมคิดแพบ อ่านรีวิวมาแล้วจริงไปเท็กซี่ก็ได้     ราคาพอๆกัน แต่เค้าอาจรอให้เราไปร่วมกับคนอื่นๆ แต่ก็อ่านมาแล้วนิเอาวะ ไปก็ไป ราคาไทยประมาณ 1200 บาทไทย ตกคนละ 600 บาท หลังจากนั้นตกลงก็เดินตามเค้าไป ไปได้ครึ่งทางมีคนมาดักบอกว่าเท็กซี่อยู่ทางโน้น เอาแล้วไง แล้วแม่งทางไหน มองไปที่คนแรก มันก็ยืนขวักมืออยู่ เอ้าๆไปตามคนแรก เดินๆๆๆๆ พอมาได้สักพัก มีคนมาตัดหน้าอีกถามไปไหน บอกไปเสียมเรียบ เค้าบอกขึ้นเลย ออกเลยฟรีๆ เฮ้ยจิงดิฟรี รถบัสนี่นะ 2 คนก็ออกหรา เค้าบอกออกๆออกเดี่ยวนี้เลย ฟรีๆ ไอ้เราก็ไม่ได้จับใจความอะไรมากนอกจากคำว่าฟรีๆ เลยขึ้นเลย คนที่ขวักมือให้เราไปขึ้นเท็กซี่คนแรก ยืนตาระห้อยเลยอะ เราก็ไม่รู้ทำไง ได้แต่พูดว่า sorry sorry รถบัสคันนี้สรุปก็ออกเลย นั่งจาก ตม เขมร มาสถานีขนส่งเพื่อต่อไปเสียบเรียมประมาณเกือบ ชม ครึ่ง (ขับช้ามาก) 
       พอมาถึงสถานนีขนส่ง ก็มีคนมาถามว่าไปรถvanไหม (รถตู้) โอเค เค้าบอกคนละ 10 ดอล รอ 10 นาที รอฝรั่งอีกกลุ่มแลกเงิน หลังจากนั้น ก็ขึ้นรถรวมกับฝรั่งเต็มรถตู้ รถตู้กว่าจะถึงเสียมเรียบ 2 ชม กว่าๆ ระหว่างทางรถตู้แวะพักที่ร้านขายของชำร้านหนึ่ง คงมีเอี่ยวเรื่องค่าคอมหรืออะไรบางอย่างเพราะขา กลับเค้าก็แวะกันแต่ร้านนี้ 
       พอไปถึงเสียบเรียบรถตู้เปิดเท่านั้นแระ เมิงไม่ต้องคิด ถ้าสติไม่แข็งพอ จะมีคนเข้ามาชาร์ทเป็นกลุ่มๆ กลุ่มฝรั่งที่มามีคนเข้าไปคุย 1 คน เรากับเพื่อนเข้ามาชาร์ทอีกหนึ่ง ถามโน้นนั้นนี่โรงแรมอยุ่ไหน เค้ารู้จักไปส่ง มีตุ๊กๆพาเที่ยวนะ ตกลงราคากันไปมา คือ วันแรกรถตู้ไปส่งเราที่ รร พอบ่ายจะมีตุ๊กๆมารับเที่ยวรอบเมือง ระหว่างนั้นในรถคนขับก็พยายามจะขายแพคเกจท่องเรือ ไปวัด มากมายหลายสิ่ง แต่ไม่เอาเลยไม่ไปไหนเลยเพราะทริปนี้ไม่ได้มาเที่ยว สรุปคนขับจะขายแพคอะไรเราสองคนไม่ได้เลย หันหน้ามองกันแล้วบอกว่าเห้อๆๆ!!!เมิงไม่ได้แอมกูก็หรอก! พอไปสักระยะคนขับเริ่มถามว่าจะกลับวันไหน เราก็บอกว่าจะกลับวันที่8 เค้าถามว่าเวลาไหน เราก็บอกยังไม่รู้ เค้าบอกจะกลับไหม ราคาเดิมนะ 10 ดอลต่อคน เดี่ยวเค้าไปรับ ถ้ายังไม่รู้เวลาไหน ก็ open time ไว้ก่อน รายละเอียดพวกนี้คนขับเขียนเป็นลายลักอักษรเลยนะ (มีภาพประกอบ) สรุปวันแรก 20 ดอล วันที่ 2 20 ดอล รวมเป็น 40 ดอล จ่ายไปก่อน 17 ดอลเพราะเงินไม่พอ คนขับเลยพาไปแลกเงิน แลกแล้วเศษก็ยังไม่พอ ครั้งที่ 2 เลยให้ไปอีก 30 ดอล คนขับรับปุบ นิ่งปับ หันหน้าบอกเพื่อนมันยังไม่คืนอีก 7 ดอลนะ เพื่อนบอกเออเดี่ยวค่อยทวง พอถึงหน้า รร เค้าเอาตัวรถที่เขียนเงื่อนไขทุกอย่าง แล้วก็สรุปว่า 35 ดอล เพื่อนเราก็เอ้าไหน 40 ดอล ถ้า 35 ดอล แกต้องคืนเงินฉันนะ เถียงไปเถียงมาสรุป ก็ 40 ดอลนั้นแระ ก็เลยทวงเงินทอน อีก 7 ดอล มันก็หยิบแบงค์ 1     ดอลมาให้ 3 ใบและ แบงค์ 5000 เรลอีก 1 ใบ ระหวางนั้นรับมากำและก็นึก และก็นึก นี่ไง สาเหตุที่กูไม่ได้เรียน Komon
ระหว่างนั้นเพื่อนก็ยัง sorry กับมันอยู่นะเพราะว่าเข้าใจเรื่องราคาผิด ส่วนกูก็กำเงินแล้วเดินลงมา พอสติมาปั๊บถามเพื่อน เฮ้ยที่อ่านมาไม่ผิด 4000 เรลเท่ากับ 1 ดอล แระนี่5000 เรล คือ?ยกนิ้วมา นับรวมแล้วรวมอีก แบงค์ดอล 3 ใบ 5000 เรล 1 ใบ เอา 3 ไว้ในใจ เอามือขึ้นมาสรุปคือ กูได้เงินคืน 4 ดอลกับอีก 1000 เรล (มันต้องถอดสแควรูทอะไรอีกไหมว่ะ) เค้าน่าจะทอนถูกแต่กูนี่แระที่คิดผิด (ในใจคิด) เช็คอินปุบ ถามพนักงานเงินยังกำอยู่ ให้เค้าดูช่วยดูทีว่านี่กี่บาท เค้าดูปุบบอกปับ 4 ดอล 1000 เรล อ้าวสัส! แล้วอีก 3 ดอลกูละ ไปแล้วคับไปแล้ว ปล่อยไปตามลมจะพัดพาเราไป..
     ถามเพื่อนว่า เดี๋ยวเราเจอมันทวงมันเนอะ เพื่อนบอกไม่มีทาง คุณจะไม่ได้เจอมันอีกเลย จิงวะ ตอนบ่ายตุ๊กๆมารับเป็นอีกคน และวันกลับก็เป็นอีกคน แต่มันให้เบอไว้นะ ก็ไม่ได้คิดจะทวงแระ ถือว่าให้ทิปมัน
      พอตกบ่ายตุ๊กๆมารับก็บอกว่าช่วยพาไปรอบๆเมืองเดี๋ยวสนใจตรงไหนจะให้แวะ โชคดีวันที่ไปมีการจัดงาน food inter ที่ รร Asara ก้เลยเข้าไปดู หลังจากนั้นก็เที่ยวรอบๆอยู่ๆตุ๊กๆก็พามาที่ขนส่งรถบัสที่สามารถไปพนมเปญและปอยเปตได้ แล้วก็ดับเครื่อง หลังจากนั้นหันมาแล้วเล่าชีวิตตัวเองให้ฟัง เอ้าสิ ดราม่าอีกแล้วกู บอกประมาณว่าเมียทิ้งมีลูกคนเดียวต้องส่งเสีย หันหน้าหาเพื่อนนี่เมิงจะเล่าทำไม ถามกูก่อนว่ากูอยากฟังไหม? สุดท้ายลุงตุ๊กๆปืดจบด้วย ฉันรู้ว่าคุณได้จ่ายเงินกับหัวหน้าฉันไปแล้ว แต่ฉันก็หวังว่า คุณคงจะทิปฉันบ้างสักเล็กน้อย แหม่...ชักแม่น้ำทั้ง9 อืมๆ ok ok ทิปจ๊ะทิป บอกแกให้สบายใจไป รถถึงได้สตาร์ทอีกครั้ง เห้อ++
       วันรุ่งขึ้นคราวนี้เดิน เดินดูเดินกิน พอกลับมาที่ รร เท่านั้น งานเข้าสิค่ะ พอคนขับตัวดี เอาตั๋วรถบัตรใส่ซองขาวมาให้ 2 ใบ  หน้าซองเขียนชื่อ คนขับ แล้วไม่เพียงแค่นั้น มันเขียนว่ามันจะมารับวันที่ 8 เวลา 09.40 น เพื่อนพูดคำแรก Fuck!พ่อเมิงสิ ไหนๆเมิงบอกกูว่าเมิงจะเอา van มารับเรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 เมิงบอกกูว่า open time (open พ่อเมิงสิ 09.40 น มารับกูนี่!!) เพื่อนโมโหมาก ให้พนักงานเค้าช่วยคุย คุยยังไงก็ไม่ได้เรื่องเวลาและรถบัส และเหมือนไม่เต็มใจจะเคลียร์ให้ เพื่อนโมโหเดือด เลยพูดว่า What Fuck! เท่านั้นแระอาการพนักงานแม่งเริ่มไม่โอเคอะ เพื่อนเราก็เลยโทรหาเพื่อนอีกคนที่มีแฟนเป็นคนเขมร ให้โทรคุยให้ที เอาจิงๆนะ 09.40 มันยังเช้าไป และตกลงกันว่ารถ van แต่ทำไมได้ตั๋วรถบัส เงินก้โดนโกงไป 3 ดอล คือตอนนี้กูไว้ใจอะไรไม่ได้แล้วอะ เมิงเข้าใจชะ ระหว่างที่เพื่อนเจรจากับเพื่อนอีกที เราก็สวมบทอาชีพเดิม (ดารานักแสดง) พูดกับพนักงาน ช้าๆเบา ภาษอังกฤษตามสไตล์กูว่า Please help me i backache (เอามือทุบหลังตัวเองเล็กน้อยแสดงความเจ็บปวดที่หลัง) i can not go back by bus because the bus กะดึ้งกะดึ้ง (เมิงทำมือเป็นคลื่นๆอะ มันเข้าใจเมิงเชื่อกู) and the driver pick up us 09.40 i not ok because my job not finish อ้างเรื่องงานแม่งเลย (ตาเศร้าเข้าไว้ มองไปที่มัน eye contact เมิงอย่าหลุด) 55 สงสัยจะเนียนจัด หันไปด้านขวาอีกที พนักงานหญิงอีกคน แม่งเท้าคางมองหน้ากู ประหนึ่งแบบสนใจ สงสาร กูหันหน้าไปพยัก เค้าก็พยักกลับ (นึกในใจ หึ!กันตนาสอนกูมาดี) น่าจะได้ผล พนักงานคนที่คุยขอเบอคนขับไปโทรเคลัยร์ให้ใหม่ สรุปคือ รถที่มารับคือรถvanแต่ตัวตั๋วเป็นรูปรถบัส ส่วนเวลาช่วยไม่ได้จิงๆ เอ้าๆแค่นี้ก็ยังดี หันไปหาเพื่อน ขอยิมโทรศัพท์เดี่ยวจะโทรหาเพื่อนอีกคน บระเจ้า!!โปรหมด เงินหมด ต้องเติมเงิน อ้าวๆๆก็พี่ท่านตรงชายแดนบอกกูอยู่ได้เป็นเดือนไง แถมเติมเงินมาแล้วนิ. ถอนใจเล็กน้อยถึงปานกลาง อย่าแสดงอะไรเยอะเมิงเจ็บหลังอยู่ พนักงานขอ 1ดอล เดี๋ยวไปเติมเงินให้ หลังจากเพื่อนโทรหาเพื่อนเพื่อให้แฟนเพื่อนโทรหาคนขับ (กูก็เริ่มงง) เอาเป็นสรุปคือ เพื่อนของเพื่อนเล่าอย่างนี้ เป็นธรรมดาของรถที่นี่ จะไม่ออกบ่ายหรือเย็น เพราะเค้าไม่มั่นใจว่า จะมีคนร่วมไปกับรถตู้หรือไม่ ประมาณว่าถ้ามารับกูแล้วมีกูแค่ 2 คนก็ไม่คุ่มค่าน้ำมันอะไรประมาณนี้ แต่เพื่อนของเพื่อนโทรด่าไปเรียบร้อยแล้วว่าเมิงเสือกเขียน open time กับกูทำไม และก็ขู่ไปว่าให้ดูแลเราสองคนดีๆ แล้วให้เรารอตอนเช้าค่อยโทรหามันอีกทีเรื่องเวลา 
     พอตอนเช้าเพื่อนก็โทรไปแกล้งบอกว่าไม่รู้งานจะเสร้จเมื่อไหร่ และจะสามารถไปตามที่มันนัด 09.40 ได้ไหม แม่เจ้า!! แม่งคุยเหมือนหนังคนละม้วน พูดจาดีมาก มีอวยพร มี Good luck มี You are welcome แถมบอกว่าถ้าไม่โอเคที่ 09.40 มันจะมีบริการใหม่มาให้ทั้งหมด ไม่คิดเงิน อุตะ!!! อะไรว่ะเนี่ย 
     คุยกันเลยตกลงว่ากลับก็กลับ 10 โมงเนอะ เอาเป้นเวลานี้ไม่อยากเรื่องมากไรแล้ว เลยโทรไปบอกคนขับใหม่นัดเวลากัน พูดจาดีเช่นเคย (อันนี้เพื่อนมาเฉลยที่ไทยว่าแฟนเพื่อนที่เป็นคนเขมรให้ตำรวจเขมรโทรขู่) ก็เลยอืม.....เข้าใจได้ 
    ถึงเวลากลับเราก็กลับ..มีอีกเยอะกับการผจญภัยที่นั้น ครั้งนี้ไม่ได้เที่ยวที่เที่ยวดังๆอะไรเลย ไปดุตลาด ล่างของคนทั่วไป การกินอยู่ และอื่นๆโดยรวมไว้ว่างๆมาเขียนใหม่ ..
...มีสติไว้หากคิดจะไปเขมร..


ตัวรถตู้ เขียน open time

ตั๋วรถบัส ที่จิงๆใช้ขึ้นรถตู้




วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ชีวิตคือการเคลื่อนไหว

ชีวิตคือการเคลื่อนไหว.
เคลื่อนไหวไปตามเส้นทาง ตามเป้าหมาย ตามแนวคิดของแต่ละคน
เหนื่อย ท้อ สุข ทุกข์ ขึ้นกับคำว่า "พอ"
ตอนนี้ยังไม่พอ ก็ต้องทำต่อไป
ถอนใจเบาๆ..
แล้วเคลื่อนไหวต่อ.
ชีวิตที่ไม่เคลื่อนไหว.คงไร้ซึ่งชีวิต..