ตั้งแต่ออกจากการเป็นลูกจ้างประจำ มาทำธุรกิจของตัวเอง ถ้านับปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 แล้ว ไม่ได้ร่ำรวยอู่ฟู้มากมาย แต่ก็มีอิสระในการจัดการชีวิต มีเวลาได้ดูแลพ่อแม่ หมาแมว ตัวเอง และ อื่นๆมากขึ้น แบบที่จัดสรรเองได้ ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องห่วงว่าใครจะมาว่าลับหลังตอนที่เค้าประชุมกันแล้วเราไม่อยู่ ไม่ต้องห่วงเพื่อนร่วมงานโยนขี้ให้ตอนลางาน ไม่ต้องระแวงกลัวงานจะเข้าตอนนายมา
ซึ่งตอนนี้รายได้มากกว่าตอนเป็นลูกจ้างประจำ
จริงๆก็ไม่ได้อยากเขียนเรื่องราวเหล่านี้ เพราะไม่ได้เก่งกาจหรือรวยล้นฟ้าในพริบตาอะไร แต่มีเพื่อน ญาติ พี่น้องหลายคนวนเวียนมาพูดคุยปรึกษาหารือกัน พอหลายๆคนเข้าก็เลยอยากจะเขียนแชร์เอาไว้ และก็อยากจะเขียนเก็บไว้เตือนตัวเองเหมือนกัน
ประเด็นแรกของการทำธุรกิจ หลายคนเริ่มต้นจากที่ชอบ หลายคนเริ่มต้นจากที่ใช่ (ใช่เพราะมันทำรายได้หาเงินได้แต่ไม่ได้ชอบ) ไม่ว่าคุณจะเริ่มต้นมันด้วยประเด็นไหน สิ่งสำคัญ คือคุณต้องทำ ย้ำ คุณต้องทำ "ถ้าคุณกล้าฝัน คุณต้องกล้าทำ" เรื่องง่ายๆคือลงมือทำ หลายคนพูดแล้วจบไป พูดแล้วหายไป วันดีคืนดีเจอกันใหม่ บอกยังไม่ได้ทำ นู้นนี่นั้น อุปสรรค มันเยอะ โทษอย่างอื่นล้วนๆไม่เคยโทษตัวเองเลย ความง่ายของการเริ่มต้น ก็คือทำ ความง่ายที่สองของการเริ่มต้นคือทำให้เสร็จ ย้ำทำให้เสร็จ ไม่ได้ทำให้สำเร็จ เพราะเริ่มต้นน้อยนักที่จะสำเร็จ ขอแค่เสร็จก่อน สิ่งที่คุณคิดคุณฝัน เขียนมันออกมา เป็นข้อๆ จำไว้ ต้องเขียน โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ต้องเขียน เพราะไม่งั้นมันจะวนเวียน ป้วนเปี้ยน มึนงง อยู่ในหัวจนจับต้นชนปลายไม่ถูก และที่สุดก็จบด้วย อุปสรรคมันเยอะ และก็ไม่ได้ทำ
การเขียน จะทำให้คุณมองภาพชัดขึ้น เมื่อเขียนออกมาแล้ว ทำเรื่องง่ายอันดับหนึ่งก็คือ (ทำ) หลังจากนั้นใส่ระยะเวลาให้มัน นั้นคือเรื่องง่ายอันดับสอง คือ (เสร็จ) อยากทำอะไร เขียน เขียนเสร็จ ใส่เวลาที่ต้องเสร็จ หรือภาษานักธุรกิจ เค้าเรียกกันว่า Lead Time ใส่ลงไป ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ หลังจากนั้นคุณก็ทำ ทำให้มันเสร็จตามเวลาที่คุณตั้งไว้ ง่ายๆแค่นี้แระ ระหว่างทางที่คุณทำมันเพื่อให้เสร็จตามกำหนด คุณจะเริ่มเห็นรูปร่าง เห็นความเป็นไปได้ เห็นความเป็นจริง ว่าคุณควรจะลุยต่อ หรือหยุด หรือเอาจริงเอาจังกับมันอย่างไร แค่นั้น ง่ายๆแค่นี้แระ บอกกับใครต่อใคร กี่ครั้งกี่หน ก็พูดแค่นี้แระ ทำสิ ทำหรือยัง ทำเลย
ใครจะหาว่าก็พูดง่ายอะสิ! ก็มันมีแค่นี้จริงๆ แต่ปัญหาของหลายคน คือไม่ทำ เท่าที่คุยปรึกษาหารือกันมา ถ้านับเอาเป็นว่ามาคุยกันสิบ จะมีแค่ 1 เท่านั้นที่ทำ และคุณเชื่อไหมคนที่เขียน ทำ เสร็จ สุดท้ายสำเร็จ
จะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีน้องคนหนึ่งมาคุย อายุแค่ 19 ปี ไม่อยากเรียนต่อ เราเจอกันเพราะมอเตอร์ไซด์ น้องเก่งทำขนมและชอบทำมาก ที่บ้านอยากให้เรียนต่อ น้องมาปรึกษา เค้ามีความฝัน ก็คุยกันไป เริ่มจากวางแผนแล้วเขียนออกมา น้องทำทุกอย่างทีีเขียน เหนื่อยท้อโดนคนดูถูก พ่อแม่ป้าลุง หาว่าไปไม่รอด โทรมาบ่นทุกอย่าง ก็ปลอบกันไป แต่ก็ยังถามว่าจะตามความฝันอยู่ไหม น้องบอกเอาครับ ถ้างั้นก็ต่อ ทำตามที่เขียนให้เสร็จ น้องทำเสร็จ เริ่มมีหนทาง น้องอดทนไม่ท้อ ทำขนมขายตามตลาดนัด เปลี่ยนไปขายนั้นนี่ หาทางหาที่ไปเรื่อย ส่วนเราช่วยเรื่องเฟส เรื่องเว็บ เรื่องออกแบบโลโก้ เรื่องการตลาดที่พอช่วยได้ ก็จัดการให้น้องหมด ก็ช่วยกันไป คุณเชื่อไหมเวลาที่คุณคุยกับคนที่แน่วแน่ในความฝัน คนที่มี passion มันโคตรมีพลัง มันโคตรมันและสนุก! ทุกวันนี้น้องไม่ต้องขายของตามนัดแล้ว อยู่บ้านทำปอเปี้ยญวนขายส่ง มีคนมารับถึงบ้าน มีลูกจ้าง 3 คน น้าอาพ่อแม่ก็มาช่วยกันทำ ทุกวันนี้ยังคุยกันอยู่น้องก็พยายามจะต่อยอดธุรกิจเรื่องต่างๆ เด็กคนนี้ฟันธงเถ้าแก่น้อยแน่นอน กลับมาย้อนมองตัวเองก็แอบอิจฉาน้องเค้านะที่เค้ากล้าตั้งแต่อายุ 19 แล้วเราละมากล้าเอาตอนเอาะๆ อิอิ
หากกล้าฝัน ก็อย่าขี้ขลาดที่จะทำ ไม่งั้นคนจะหาว่าเราเพ้อเจ้อ แม้ลงมือทำและไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ได้ทำ เก็บมาเป็นประสบการณ์ อย่างน้อยๆคุณคือคนแพ้ที่ได้ทำ ไม่ใช่พวกขี้คุยแต่ไม่เคยทำ คนสองประเภทนี้กึ๋นต่างกัน เวลาคุณคุยคุณจะรู้ว่าใครมีประสบการณ์จริงหรือใครที่แค่โม้ตามๆเค้ามา คุณอยากถูกมองแบบไหน คุณก็เลือกเอา
กล้าๆหน่อยเด้อพี่น้อง
#บ่น.บ่น.กันไป คริคริ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น